top of page

กระจกสีและศิลปะในยุค 50

อัปเดตเมื่อ 13 ก.พ.

ยุค 1950 เป็นช่วงเวลาที่ศิลปะเต็มไปด้วยพลังและการเปลี่ยนแปลง โลกศิลปะเริ่มหลุดออกจากกรอบความงามแบบดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับอารมณ์ ความรู้สึก และการแสดงออกของตัวตนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ Abstract Expressionism กลายเป็นขบวนการศิลปะสำคัญของยุค ศิลปะไม่จำเป็นต้อง “เหมือนจริง” อีกต่อไป แต่ต้อง “รู้สึกจริง” มากกว่า


แนวคิดนี้ส่งผลโดยตรงต่อแขนงอื่น ๆ ของงานออกแบบ รวมถึงสถาปัตยกรรมและกระจกสี ซึ่งเริ่มถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำหรับงานศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่แค่องค์ประกอบตกแต่งแบบเดิมอีกต่อไป


หากกล่าวถึงการแสดงออกในทางนามธรรม

ช่วงปี 1950 คือยุคทองของ Abstract Expressionism งานศิลปะในแนวนี้เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย จังหวะของพู่กัน และอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดลงไปโดยตรงบนผืนผ้าใบ ศิลปินอย่าง Jackson Pollock, Mark Rothko, Willem de Kooning, Clyfford Still และ Lee Krasner ต่างก็สร้างผลงานที่ไม่ยึดติดกับรูปทรงจริง แต่สื่อสารผ่านสี พื้นที่ และพลังทางอารมณ์


แนวคิดนี้ทำให้ศิลปะดู “เป็นอิสระ” มากขึ้น และความอิสระนี้เองที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในงานกระจกสี ลวดลายไม่จำเป็นต้องเป็นรูปคนหรือเรื่องราวศาสนาอีกต่อไป แต่สามารถเป็นรูปทรงนามธรรม เส้นสายอิสระ หรือรูปเรขาคณิตที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวและมีพลัง


Clyfford Still, Mark Rothko, Lee Krasner, Willem de Kooning และ Jackson Pollock เป็นหนึ่งในบุคคลสําคัญ


วัฒนธรรมป๊อป

แม้ Pop Art จะโด่งดังจริง ๆ ในยุค 1960 แต่ต้นกำเนิดของแนวคิดเริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1950 เมื่อศิลปินอย่าง Jasper Johns และ Robert Rauschenberg เริ่มหยิบเอาสิ่งของรอบตัว ภาพโฆษณา หรือวัตถุในชีวิตประจำวันมาผสมกับงานศิลปะ


แนวคิดนี้ทำให้ศิลปะดูใกล้ตัวมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องสูงส่งหรือเป็นเรื่องไกลตัว และกระตุ้นให้ศิลปินกล้าทดลองกับวัสดุและรูปแบบใหม่ ๆ กระจกสีก็เช่นกัน เริ่มถูกนำมาใช้ในบริบทที่ร่วมสมัยมากขึ้น ไม่จำกัดแค่พื้นที่ศาสนา แต่เข้าไปอยู่ในอาคารสมัยใหม่ บ้านพักอาศัย และพื้นที่สาธารณะ


กระจกสีปี 1950

กระจกสีในยุค 1950 มีบุคลิกที่แตกต่างจากกระจกสีแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ลวดลายเปลี่ยนจากความวิจิตรซับซ้อนแบบคลาสสิก มาเป็นรูปทรงนามธรรมและเรขาคณิตที่ดูเรียบ แต่ทรงพลัง


สีที่นิยมมักเป็นสีสด เช่น แดง น้ำเงิน เหลือง และสีตัดกันแรง เพื่อสร้างอารมณ์และพลังทางสายตา แผงกระจกสีในยุคนี้จึงดูทันสมัย กล้าหาญ และสะท้อนจิตวิญญาณของช่วงกลางศตวรรษได้อย่างชัดเจน


กระจกสีไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตกแต่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบสถาปัตยกรรม เมื่อแสงส่องผ่าน แผงกระจกจะเปลี่ยนอาคารให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต


ความก้าวหน้าที่โดดเด่นอื่น ๆ

ปลายทศวรรษ 1950 โลกศิลปะเริ่มเต็มไปด้วยการตั้งคำถามต่อสังคมและโครงสร้างเดิม ขบวนการ Situationist International เสนอแนวคิดเรื่อง “สถานการณ์” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักรู้และวิพากษ์ระบบทุนนิยม


ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ฝรั่งเศสก็เกิดขบวนการ Nouveau Réalisme ที่รวมศิลปินอย่าง Yves Klein และ Niki de Saint Phalle ซึ่งนำวัสดุจากชีวิตจริงมาสร้างงานศิลปะ แนวคิดเหล่านี้ล้วนสืบเนื่องมาจากบรรยากาศการทดลองและการแสวงหาภาษาศิลปะแบบใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นในยุค 1950


แล้วกระจกสีจากปี 1950 มีลักษณะเด่นอย่างไร?:


กระจกสีในยุคนี้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความกล้าทดลองอย่างชัดเจน


เน้นลวดลายนามธรรมและเรขาคณิต


ใช้สีสดและตัดกันแรง


มีความรู้สึกเคลื่อนไหว มีพลัง และร่วมสมัย


หลุดออกจากกรอบศาสนาและการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิม


มันไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องศาสนา ไม่ต้องมีภาพนักบุญหรือฉากจากคัมภีร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นงานศิลปะที่พูดถึงอารมณ์ ความเคลื่อนไหว และจิตวิญญาณของยุคสมัยแทน


ในเชิงการใช้งาน กระจกสีไม่ได้อยู่แค่ในโบสถ์เหมือนอดีต แต่ถูกนำไปใช้ในอาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัย โรงเรียน และอาคารสาธารณะมากขึ้น สถาปนิกและศิลปินเริ่มมองว่ากระจกสีคือส่วนหนึ่งของงานออกแบบสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่งานประดับตกแต่ง เมื่อแสงส่องผ่านแผงกระจกสีเหล่านี้ อาคารทั้งหลังจะกลายเป็นเหมือนพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต


ปลายยุค 50 ยังเป็นช่วงที่แนวคิดทางศิลปะและสังคมเริ่มตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็น Situationist International หรือแนวคิดใหม่ ๆ ที่นำไปสู่ Nouveau Réalisme ในฝรั่งเศสช่วงต้นยุค 60 ทั้งหมดนี้สะท้อนบรรยากาศของโลกศิลปะที่กำลังมองหาภาษาใหม่ และกล้าทดลองมากขึ้นเรื่อย ๆ


เมื่อมองย้อนกลับไป กระจกสีในยุค 1950 จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของ “จิตวิญญาณกลางศตวรรษ” ที่เต็มไปด้วยความหวัง ความกล้า และพลังสร้างสรรค์ มันแตกต่างจากกระจกสีแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ในแง่ของรูปแบบ แต่ในแง่ของแนวคิดด้วย จากงานที่เคยเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา กลายมาเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่พูดถึงอารมณ์และเสรีภาพของมนุษย์


และนั่นคือเหตุผลที่กระจกสีจากยุค 1950 ยังถูกยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ในฐานะของตกแต่งสวยงาม แต่ในฐานะชิ้นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม ที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของโลกไว้ในรูปของแสง สี และรูปทรง




โดยสรุป

กระจกสีในยุค 1950 คือภาพสะท้อนของจิตวิญญาณกลางศตวรรษที่เต็มไปด้วยความกล้า ความหวัง และการแสวงหาภาษาใหม่ทางศิลปะ จากงานที่เคยเน้นความศักดิ์สิทธิ์และประเพณี กลายมาเป็นงานที่พูดถึงอารมณ์ เสรีภาพ และตัวตนของมนุษย์ และนั่นเองที่ทำให้กระจกสีจากยุคนี้ยังคงมีคุณค่า และถูกยกย่องในฐานะงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน



 
 
 

ความคิดเห็น


  • YouTube
  • Instagram
  • Facebook
  • Twitter
  • TikTok
  • Line

©2022 by ร้านประกายแก้ว Prakaykaew Stained Glass.

bottom of page